หมายเลข 7 ที่ยังว่างเปล่า

    ในขณะที่ทางฝั่งสโมสรบาร์เซโลน่าได้มีการปรับเปลี่ยนหมายเลขใหม่เป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยฟิลิเป้ คูตินโญ่ เพลย์เมคเกอร์ทีมชาติบราซิล ถูกเปลี่ยนจากหมายเลข 14 เมื่อฤดูกาลที่แล้ว ให้มาสวมใส่เสื้อหมายเลข 7 แทนในฤดูกาลนี้ ซึ่งก่อนหน้านี้คนที่เคยสวมใส่หมายเลข 7 ก็คืออาร์ด้า ตูราน ปีกทีมชาติตุรกีที่ไปไม่รอดกับสโมสรนั่นเอง แต่ทางฝั่งของสโมสรเรอัล มาดริด ยังไม่มีการมอบหมายให้ใครมาสวมใส่หมายเลข 7 ของทีมแทนที่คริสเตียโน่ โรนัลโด้ กองหน้าดาวยิงสูงสุดของสโมสรที่ขายออกไปให้กับยูเวนตุสในช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมา ด้วยค่าตัว 120 ล้านยูโร

ในช่วงซัมเมอร์นี้ทางฟลอเรนติโน่ เปเรซ ประธานสโมสรของเรอัล มาดริด ตัดสินใจว่าจะไม่หานักเตะคนไหนเข้ามาแทนที่คริสเตียโน่ โรนัลโด้ในฤดูกาลนี้ ซึ่งเป็นการเห็นด้วยของจูเลน โลเปเตกี กุนซือคนใหม่ของทีมด้วย ที่เขามีแผนการจะผลักดันนักเตะที่ทีมมีอยู่ให้ก้าวขึ้นไปเป็นกองหน้าแทนที่คริสเตียโน่ โรนัลโด้ โดยในช่วงที่ผ่านมาอดีตกุนซือทีมชาติสเปนพยายามจะใช้มาร์โก อเซนซิโอ ตัวรุกดาวรุ่งของทีมให้ขยับขึ้นสูงมากขึ้น และเข้าไปในกรอบเขตโทษมากขึ้น ซึ่งผลงานช่วงพรีซีซั่นที่ผ่านมาก็ทำได้ดีทีเดียว แต่จังหวะที่เด็ดทีขาดแบบจังหวะตัดสินเกมจะมีใครทำได้ดีแบบที่กัปตันทีมชาติโปรตุเกสคนปัจจุบันได้บ้าง ซึ่งนี่ยังถือว่าเป็นเครื่องหมายคำถามอันใหญ่ที่เรอัล มาดริดจะต้องหาคำตอบให้ได้ในฤดูกาลนี้

ทางสโมสรเรอัล มาดริดก็ยังไม่ได้กล้าที่จะดันใครที่จะมาสวมเสื้อหมายเลขที่จะต้องรับความกดดันนี้ในตอนนี้เลย ถึงแม้ว่าพวกเขาจะมีนักเตะดาวรุ่งอนาคตไกลหลายราย แต่ก็ยังไม่กล้าที่จะมอบให้ใครสวมใส่ ซึ่งอย่างวินิซิอุส จูเนียร์ ดาวรุ่งค่าตัวแพงที่สโมสรไปจองตัวจากฟลาเมงโก้ตั้งแต่อายุ 16 ปี ซึ่งในปัจจุบันอายุ 18 ปีแล้ว และถูกมองว่าจะเข้ามาเป็นตัวแทนในอนาคตของโรนัลโด้ด้วย ซึ่งเขาเป็นเด็กดาวรุ่งที่โด่งดังมากในบราซิล และถูกยกย่องให้เป็นโกลเด้น บอย ต่อจากเนย์มาร์อีกด้วย พวกเขาก็ยังไม่กล้าให้มาสวมเสื้อหมายเลข 7 ในฤดูกาลนี้ ซึ่งหมายเลข 7 ถือว่าเป็นหมายเลขสำคัญของแทบทุกๆ สโมสรเลยก็ว่าได้ และถือว่าเป็นหมายเลขที่สามารถขายได้ในด้านของการตลาดด้วย ซึ่งความสำคัญก็พอๆ กับหมายเลข 10 ของแต่ละทีมนั่นเอง ซึ่งดูแล้วฤดูกาลนี้หมายเลข 7 ของเรอัล มาดริดคงจะต้องว่างไปก่อน 1 ฤดูกาล

บทความจากเว็บไซต์ http://xn--789-1kl1enag3hb9fba7yzb6h.com/

“ค้างคาว” ยังไม่เข้าที่

    ในช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมา บาเลนเซีย สโมสรดังของประเทศสเปนก็เป็นอีกทีมที่มีการซื้อขายนักเตะเข้าสู่สโมสรหลายราย ทำให้มาร์เซลิโน่ การ์เซีย โตรัล กุนซือคนเก่งของทีมมีตัวเลือกมากขึ้นในแต่ละตำแหน่ง ซึ่งเมื่อฤดูกาลที่แล้วกุนซือวัย 53 ปี พาทีม “ค้างคาว” ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม ด้วยการจบอันดับที่ 4 ของตารางการแข่งขันลา ลีก้า สเปน และทำให้ได้โควต้าไปเล่นในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกอีกครั้งในฤดูกาลนี้ หลังจากที่พวกเขาห่างหายไปนานถึง 3 ปี ตั้งแต่ในยุคที่นูโน่ เอสปิริโต้ ซานโต้ กุนซือชาวโปรตุกีสทำได้ในฤดูกาล 2014-2015 ที่ปัจจุบันกุนซือคนนี้กำลังไปได้ดีอยู่กับการคุมทีมวูล์ฟส์แฮมตัน วันเดอร์เรอร์สในพรีเมียร์ลีกอยู่ในฤดูกาลนี้

บาเลนเซียได้มีการเสริมทัพนักเตะเข้าสู่ทีมหลายรายมาก โดยเฉพาะในตำแหน่งกองหน้าที่มาร์เซลิโน่ การ์เซีย โตรัล มีหลายทางเลือกให้เลือกใช้งานในฤดูกาลนี้ โดยจากปีก่อนที่มีซานติ มิน่า กองหน้าดาวรุ่ง โรดริโก้ โมเรโน่ กองหน้าดีกรีทีมชาติสเปน แต่ในฤดูกาลนี้ยังมีทั้งเควิน กาเมโร่ กองหน้าชาวฝรั่งเศสที่ไปดึงมาจากแอตเลติโก มาดริด กอนซาโล่ เกเดส ตัวรุกทีมชาติโปรตุเกสที่ตัดสินใจซื้อขาดมาจากปารีส แซงต์ แชร์กแมง รวมถึงมิชี่ บาตชัวญี่ กองหน้าทีมชาติเบลเยี่ยมอีกด้วย ทำให้กองหน้าแต่ละรายล้วนอันตรายทั้งสิ้น อยู่ที่ว่าจะเลือกส่งใครลงสนามเท่านั้น โดยในช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมา บาเลนเซียเสียกองหน้าออกไป 2 รายคือลูเซียโน่ เวียตโต้ กองหน้าชาวอาร์เจนไตน์ที่กลับไปอยู่กับแอตเลติโก มาดริด หลังจากยืมมาใช้งานเมื่อฤดูกาลที่แล้ว และซิโมเน่ ซาซ่า กองหน้าชาวอิตาเลี่ยนที่ปล่อยกับไปอยู่กับทีมในอิตาลีแล้ว

ดูเหมือนว่าการมีนักเตะให้เลือกมากขึ้นน่าจะเป็นดาบ 2 คมของบาเลนเซียในช่วงต้นฤดูกาลที่ผ่านมา เมื่อกุนซือคนเก่งของพวกเขายังไม่สามารถหาจุดลงตัวของทีม และ 11 ตัวจริงที่ดีที่สุดของทีมที่จะใช้เป็นหลักในฤดูกาลนี้ได้เลย ทำให้ผลงานในช่วง 4 นัดแรกของฤดูกาลนี้ยังไม่ดีนัก และมาร์เซลิโน่ การ์เซีย โตรัล ยังไม่สามารถเก็บชัยชนะได้เลยในช่วง 4 นัดแรกของฤดูกาล โดยเป็นการเสมอไปถึง 3 นัด และแพ้ให้กับเอสปันญ่อลไป 0-2 อีกนัด ทำให้พวกเขามีเพียง 3 คะแนนเท่านั้น หลังจากผ่านไปแล้ว 4 นัด ซึ่งคงต้องรีบหาทีมที่ลงตัวให้เจอโดยเร็วที่สุด

ไม่ใช่ปีของ “เอล โชโล่”

    “เอล โชโล่” คือฉายาของดิเอโก้ ซิเมโอเน่ อดีตกองกลางของทีมชาติอาร์เจนติน่า ที่ผันตัวมาเป็นกุนซือ และกำลังทำทีมแอตเลติโก มาดริด ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมตั้งแต่ที่เขาเข้ามาคุมทีมในเมืองหลวงของประเทศสเปนตั้งแต่เดือนธันวาคมปี 2011 ซึ่งเขาเข้ามาทำทีมแอตเลติโก มาดริด จากเป็นทีมที่มักจะทำอันดับอยู่กลางตารางในแต่ละฤดูกาล กลายมาเป็นทีมระดับหัวแถวของตาราง จนสามารถคว้าแชมป์ลา ลีก้าสเปนได้สำเร็จด้วย เมื่อฤดูกาล 2013-2014 ที่เฉือนบาร์เซโลน่าคว้าแชมป์ไปได้สำเร็จ และหลังจากนั้นดิเอโก้ ซิเมโอเน่ก็พาทีมแอตเลติโก ประสบความสำเร็จมาโดยตลอด โดยมีแชมป์ติดมืออยู่เป็นระยะ ซึ่งพวกเขาได้เข้าชิงยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกถึง 2 ครั้งด้วย แต่ก็ไปพลาดท่าให้กับเรอัล มาดริด คู่ปรับร่วมเมืองทั้ง 2 ครั้ง 2 ครา แต่เมื่อฤดูกาลที่แล้วกุนซือวัย 48 ปีก็สามารถพาแอตเลติโก มาดริด คว้าแชมป์ฟุตบอลยุโรปได้สำเร็จ ถึงแม้ว่าจะเป็นแชมป์ยูโรป้า ลีกก็ตาม โดยการเอาชนะโอลิมปิก มาร์กเซย ทีมดังของฝรั่งเศสไปได้อย่างขาดลอย 3-0 และในช่วงก่อนเปิดฤดูกาลนี้พวกเขาก็พึ่งคว้าแชมป์ยูฟ่ ซุเปอร์ คัพ ด้วยการเอาชนะเรอัล มาดริดได้สำเร็จในช่วงต่อเวลาพิเศษ 4-2 ด้วย และทำให้ซิเมโอเน่ กลายเป็นกุนซือที่ทำทีมแอตเลติโก มาดริดประสบความสำเร็จคว้าแชมป์มากที่สุดในประวัติศาสตร์ของสโมสรอีกด้วย

ฤดูกาลนี้ดูเหมือนว่าดิเอโก้ ซิเมโอเน่ เริ่มจะมีปัญหาในการคุมทีมแอตเลติโก มาดริดเสียแล้ว ทั้งๆ ที่ในช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมา ก็ได้มีการซื้อนักเตะเข้ามาเสริมทีมหลายรายทีเดียว และถูกมองว่ามีโอกาสจะก้าวขึ้นไปเป็นผู้ท้าชิงกับบาร์เซโลน่า และเรอัล มาดริด ในการลุ้นแย่งแชมป์ลา ลีก้าสเปนในฤดูกาลนี้ด้วย แต่ผลปรากฏว่า 4 นัดแรกของฤดูกาล ทีม “ตราหมี” สามารถเก็บชัยชนะไปได้เพียงแค่นัดเดียวเท่านั้น ในนัดที่เปิดรังเอาชนะราโย บาเญกาโน่ ทีมน้องใหม่ในฤดูกาลนี้ไปได้ 1-0 จากประตูชัยของอองตวน กรีซมันน์ แต่นอกนั้นกลับไม่สามารถเก็บชัยชนะได้เลย โดยเป็นการเสมอไป 2 นัด กับการบุกไปเสมอกับบาเลนเซีย 1-1 และทำได้เพียงแค่เสมอกับเออิบาร์ 1-1 ซึ่งพวกเขามาตามตีเสมอได้ในช่วงทดวลาบาดเจ็บเสียด้วยซ้ำ ทำให้เริ่มมีเสียงโห่ออกมาในสนามว่านต๋า เมโทรโปลิตาโน่ สนามเหย้าแห่งใหม่ของแอตเลติโก มาดริดแล้วด้วย ซึ่งอาจจะต้องให้เวลาดิเอโก้ ซิเมโอเน่อีกซักนัดในการปรับจูนนักเตะใหม่

เวลาแข่งของลา ลีก้า

    ในยุคที่วงการกีฬามันกลายเป็นเรื่องของธุรกิจเข้ามาครอบงำกันหมดแล้ว ซึ่งบรรดาลีกฟุตบอลของประเทศต่างๆ ก็ต้องมีการปรับตัวกันตามไปด้วย ซึ่งลา ลีก้าสเปนก็ต้องมีการปรับเปลี่ยนโปรแกรมการแข่งขันในแต่ละสัปดาห์เช่นกัน ซึ่งพวกเขาก็มีโมเดลการปรับเปลี่ยนเรื่องของเวลาการแข่งขันมาจากพรีเมียร์ลีกของอังกฤษนั่นเอง โดยก่อนหน้านี้ลา ลีก้าสเปนกำลังไล่ตามพรีเมียร์ลีกมาติดๆ ในเรื่องของเรตติ้งความนิยมของลีก ในยุคที่ลีกมีทั้งคริสเตียโน่ โรนัลโด้อยู่ฝั่งเรอัล มาดริด และลิโอเนล เมสซี่ทางฝั่งบาร์เซโลน่า ซึ่งในระยะหลังพวกเขาก็ปรับเวลาบิ๊กแมตช์อย่างเช่นศึกเอล กลาซิโก้ ซึ่งเป็นการพบกันระหว่างบาร์เซโลน่า พบกับเรอัล มาดริด ที่จากยุคก่อนการแข่งขันฟุตบอลสเปนจะเตะกันค่อนข้างดึกมากตามเวลาบ้านเรา แต่ระยะหลังก็มีการปรับเวลามาเตะกันในช่วงเวลาเดียวกับพรีเมียร์ลีก คือประมาณ 3-4 ทุ่ม ซึ่งทำให้เข้าถึงได้ง่ายขึ้นสำหรับคนไทย ซึ่งเคยมีฤดูกาลนึงที่ศึกเอล กลาซิโก้ เคยมียอดคนดูทั่วโลกสูงกว่าศึกแดงเดือดระหว่างแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดพบกับลิเวอร์พูลด้วย แต่ในฤดูกาลนี้ที่ลา ลีก้าเหลือตัวชูโรงเพียงลิโอเนล เมสซี่เพียงคนเดียวเท่านั้น ทำให้พวกเขาต้องปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ใหม่ เพื่อเพิ่มยอดคนดู รวมถึงต้องการเพิ่มรายได้ในเรื่องของลิขสิทธ์การถ่ายทอดสดด้วย

โดยในฤดูกาลนี้ทางลา ลีก้าได้ออกมาปรับเปลี่ยนแพทเทิร์นในการแข่งขันประจำสัปดาห์ใหม่อีกครั้ง โดยจะเริ่มต้นสัปดาห์กันตั้งแต่คืนวันศุกร์ตามเวลาบ้านเรา โดยแบ่งเป็นคืนวันศุกร์ 2 คู่ คือในช่วง 01.15 นาที และช่วง 03.15 นาที ส่วนวันเสาร์ก็จะแบ่งมาเตะ 3 คู่ คือช่วง 23.15 , 01.15 และ 03.15 นาที โดยซอยมาเตะกันในวันอาทิตย์อีก 3 คู่คือเวลาเดียวกับคืนวันเสาร์ และเหลือมาเตะกันในคืนวันจันทร์อีก 2 คู่ในช่วงเวลาเดียวกับคืนวันศุกร์นั่นเอง

การจัดโปรแกรมการแข่งขันแบบนี้ทำให้พวกเขาจะสามารถขายลิขสิทธ์การถ่ายทอดสดได้มากขึ้น และสามารถทำให้แฟนฟุตบอลสามารถรับชมลา ลีก้าสเปนได้ทุกคู่แบบไม่ทับเวลากันด้วย ซึ่งต่างจากสมัยก่อนเป็นอย่างมาก ที่พวกเขาจะมีโปรแกรมการแข่งขันในช่วงวันอาทิตย์ที่เตะพร้อมกันหลายๆ คู่ด้วย ซึ่งจะเหมือนกับพรีเมียร์ลีกอังกฤษในตอนนี้ที่จะมีช่วงหลักคือในคืนวันเสาร์ประมาณ 3-4 ทุ่ม แต่เมื่อยุคของการแข่งขันทางด้านการตลาดมันเปลี่ยนไป ก็ทำให้ลีกสเปนก็ต้องมีการเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมไปด้วย ซึ่งแต่ก่อนพวกเขาเป็นประเทศที่ดูบอลกันค่อนข้างดึก ซึ่งมันทำให้ไม่ค่อยเป็นที่นิยมของแฟนฟุตบอลในแถมเอเชียซักเท่าไหร่

เบอร์ 9 คนใหม่

    หลังจากที่แอตเลติโก มาดริดต้องสูญเสียเฟร์นานโด ตอร์เรส กองหน้าขวัญใจของแฟนบอลออกจากทีมไป โดยอดีตกองหน้าของลิเวอร์พูล และเชลซีตัดสินใจย้ายไปค้าแข้งในเจ ลีกของญี่ปุ่นกับซากัน โทสุ ทีมเล็กของแดนอาทิตย์อุทัย ทำให้หมายเลข 9 ของทีม “ตราหมี” วางลงทันที รวมถึงตำแหน่งกองหน้าตัวสำรองจากดิเอโก้ คอสต้า กองหน้าทีมชาติสเปนที่จะเป็นตัวจริงอย่างแน่นอนในฤดูกาลนี้หายไปด้วย ทำให้ดิเอโก้ ซิเมโอเน่ กุนซือชาวอาร์เจนไตน์ต้องมองหากองหน้ารายใหม่เข้ามาเสริมทีม และกจึงไปได้ตัวนิโคล่า คาลินิช กองหน้าดีกรีทีมชาติโครเอเชียชุดรองแชมป์ฟุตบอลโลกครั้งที่ผ่านมาด้วย แต่ดันไปมีปัญหาภายในทีมเสียก่อน จึงถูกส่งกลับมา และทำให้สุดท้ายเขาไม่ได้รับเหรียญรองแชมป์โลกด้วย ถึงแม้ว่าบรรดาเพื่อนร่วมทีมจะอยากให้เขาได้รับก็ตาม โดยกองหน้าชาวโครแอตวัย 30 ปี ตัดสินใจย้ายออกจากเอซี มิลานมาค้าแข้งในเมืองหลวงของประเทศสเปนแทน หลังจากที่ค้าแข้งในถิ่นซาน ซีโร่ของเอซี มิลานได้เพียงฤดูกาลเดียวเท่านั้น โดยเขาจะเข้ามารับหน้าที่สวมเสื้อหมายเลข 9 ของแอตเลติโก มาดริดต่อจากเฟร์นานโด ตอร์เรสนั่นเอง โดยเซ็นต์สัญญากับทีมเป็นเวลา 3 ปีด้วยกัน ซึ่งทั้งตอร์เรส และคาลินิช ถือว่ามีเส้นทางที่เหมือนกันทีเดียวก่อนย้ายมาเล่นให้กับแอตเลติโก มาดริด คือการอยู่กับทีม “ปีศาจแดงดำ” เอซี มิลานเป็นทีมสุดท้าย ก่อนที่จะย้ายมาค้าแข้งกับทีม “ตราหมี”  โดยเบอร์ 9 ของแอตเลติโก มาดริด คนก่อนหน้านี้ที่ตอร์เรสจะกลับมาใส่ก็คือราดาเมล ฟัลเกา กองหน้าทีมชาติโคลอมเบียที่ถล่มประตูเป็นว่าเล่นในถิ่นบิเซ็นเต้ กัลเดร่อนในขณะนั้น

นิโคล่า คาลินิช มีปัญหาในช่วงฟุตบอลโลกที่ผ่านมา เมื่อเขาปฏิเสธที่จะลงสนามในฐานะตัวสำรองในช่วงท้ายเกมให้กับทีมชาติโครเอเชีย ในนัดที่พวกเขาเอาชนะทีมชาติไนจีเรียไปได้ 2-0 ในนัดแรกของรอบแบ่งกลุ่ม โดยเขาให้เหตุผลว่าเขายังมีอาการเจ็บหลังติดตัวมาอยู่ ซึ่งเจ้าตัวเคยให้เหตุผลนี้มาแล้วในเกมที่ทำการอุ่นเครื่องกับทีมชาติบราซิลก่อนที่ทัวร์นาเม้นต์จะเริ่มต้นขึ้น ทำให้เขาถูกส่งกลับบ้านหลังจากเริ่มฟุตบอลโลกไปได้แค่ 5 วันเท่านั้น ทำให้เขาไม่น่าจะกลับไปติดทีมชาติโครเอเชียได้อีกในยุคการคุมทีมของสลัตโก้ ดาริช กุนซือทีมชาติโครเอเชียคนปัจจุบัน

โดน 2 ปีติด

    จากการที่บาร์เซโลน่าหัวร้อนเมื่อช่วงซัมเมอร์ปีที่แล้ว ที่ไปโดนปารีส แซงต์ แชร์กแมง จ่ายค่าฉีกสัญญามูลค่า 222 ล้านยูโรเพื่อคว้าตัวเนย์มาร์ กองหน้าซุเปอร์สตาร์ทีมชาติบราซิลออกจากถิ่นคัมป์ นูไป ทำให้สโมสรยักษ์ใหญ่ในสเปนต่างระมัดระวังกันมากขึ้นในการเซ็นต์สัญญานักเตะ ซึ่งในเงื่อนไขจะต้องมีระบุราคาขั้นต่ำที่สามารถยกเลิกสัญญากับทางต้นสังกัดได้ โดยจะเห็นได้จากเรอัล มาดริด ที่มีข่าวออกมาว่าพวกเขาเขียนไว้ในสัญญาของคริสเตียโน่ โรนัลโด้ กองหน้าทีมชาติโครตุเกส และลูก้า โมดริช กองกลางเจ้าของรางวัลโกลเด้น บอลในศึกฟุตบอลโลกที่ผ่านมา ที่พควกเขาลงค่าฉีกสัญญาไว้สูงถึง 700 ล้านยูโรเลยทีเดียว เพื่อป้องกันไม่ให้ทีมไหนมากล้าแหยม และเอาเงินฟาดซื้อนักเตะของพวกเขาไปร่วมทีม แต่กลับทีมเล็กๆ หรือทีมระดับกลางๆ ก็มักจะเขียนค่าฉีกสัญญาไว้ในราคาระดับนึง เพื่ออาจจะล่อบรรดาทีมใหญ่ๆ ที่จะมาซื้อตัวนักเตะพวกเขาไปด้วย โดยล่าสุดทางเซบีญ่า ทีมชั้นนำของลีกก็โดนบาร์เซโลน่าจ่ายค่าฉีกสัญญา 35 ล้านยูโรของเคคลม็องต์ ล็องเล่ต์ กองลังชาวฝรั่งเศสไปร่วมทีมเมื่อช่วงเดือนกรกฏาคมที่ผ่านมา ซึ่งก็มักจะเป็นอย่างงี้กับนักเตะของพวกบาเลนเซีย เซบีญ่า หรือบียาร์เรอัล ที่ก็มักจะตั้งค่าฉีกสัญญาไว้สูงระดับหนึ่ง แต่พวกยักษ์ใหญ่ของลีกที่มีเงินมากกว่าก็สอยตัวไปร่วมทีมได้แบบสบายๆ

เมื่อฤดูกาลที่แล้วบาร์เซโลน่าต้องเสียดาวดังออกจากลีกไปยังไม่พอ ซัมเมอร์นี้ลา ลีก้าต้องมาเสียเกป้า อาร์ริซาบาลาก้า ผู้รักษาประตูวัย 23 จากแอตเลติก บิลเบา ที่มีดีกรีเป็นถึงมือ 2 ของทีมชาติสเปนในเวลานี้รองจากดาบิด เด เกอาไปให้กับเชลซีด้วยเงื่อนไขของการฉีกสัญญาอีกครั้งแล้ว โดยทางทีม “สิงโตน้ำเงินคราม” ที่เป็นเศรษฐีจากกรุงลอนดอนของอังกฏษยอมควักเงินถึง 80 ล้านยูโรเพื่อเป็นค่าฉีกสัญญาของนายประตูดาวรุ่งรายนี้ไปร่วมทีม ซึ่งเกป้าพึ่งจะได้เล่นให้ทีมชุดใหญ่ของแอตเลติก บิลเบาได้เพียง 2 ฤดูกาลเท่านั้น แต่เขากลับกลายเป็นนักเตะในตำแหน่งผู้รักษาประตูที่แพงที่สุดในโลกไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ทำลายสถิติของอลิสซง เบ็คเกอร์ ที่ย้ายจากโรม่าสู่ลิเวอร์พูลด้วยค่าตัวประมาณ 67 ล้านปอนด์ หรือ 70 ล้านยูโร ที่ทำไว้ไม่ถึง 1 เดือนด้วยซ้ำ และคาดว่ากรณีการโดนจ่ายค่าฉีกสัญญาแบบนี้จะมีมาเรื่อยๆ และทีมจากสเปนก็ต้องเสียนักเตะออกไปแบบนี้เรื่อยๆ เช่นกัน

 

วิถีของบิลเบา

 

ศึกลา ลีก้า สเปนที่เป็นลีกสูงสุดของประเทศเคยมีทีมที่มีประเพณีอนุรักษ์นิยมอยู่ 2 ทีมที่จะไม่ใช้นักเตะต่างชาติ และจะใช้นักเตะในประเทศเท่านั้น และจะใช้นักเตะที่มีเชื้อสายในท้องถิ่นของตัวเอง ก็คือทีมที่มาจากแคว้นบาสก์นั่นเอง ซึ่งในแคว้นนี้มีทีมฟุตบอลที่เล่นในลีกสูงสุด 2 ทีมคือเรอัล โซเซียดาด และอีกทีมก็คือแอตเลติก บิลเบา ที่เป็นความภาคภูมิใจของชาวบาสก์มาจนถึงทุกวันนี้ โดยเรอัล โซเซียดาด เคยมีประเพณีที่จะใช้นักเตะที่มีเชื้อสายบาสก์เท่านั้นเช่นกัน แต่พวกเขาก็ได้ทำลายทำเนียมนี้ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เพื่อหวังความสำเร็จที่พวกเขาต้องการ แต่มาจนถึงปัจจุบันนี้พวกเขาก็ยังคงใช้นักเตะสัญชาติสเปนเป็นหลักอยู่ แต่ในทางกลับกันแอตเลติก บิลเบายังคงยืดมั่นที่จะใช้แต่นักเตะที่มีเชื้อสายบาสก์เท่านั้นในการเล่นแต่ละฤดูกาล ซึ่งอันที่จริงไม่จำเป็นต้องเป็นชาวสเปนก็ได้ แต่ต้องมีเชื้อสายสืบทอดมาที่เป็นชาวบาสก์ ซึ่งพวกเขายังคงรักษามันไว้ได้มาโดยตลอด ซึ่งพวกเขาได้รับคำยกย่องจากแฟนบอลทั่วโลกเป็นอย่างมาก กับวิธีการทำทีมแบบนี้

แอตเลติก บิลเบา ถึงแม้ว่าจะไม่ได้เป็นทีมที่ประสบความสำเร็จอะไรมากมายกับลีกลา ลีก้า แต่ว่าพวกเขาถือว่าเป็นทีมที่ได้แชมป์โกปา เดล เรย์มากที่สุดเป็นอันดับที่ 2 คือได้ถึง 23 ครั้ง และเป็นรองเพียงบาร์เซโลน่าเพียงทีมเดียวเท่านั้นที่ได้มากกว่าพวกเขา และยังเป็น 1 ใน 3 ทีมของฟุตบอลสเปนที่ไม่เคยต้องตกชั้นลงไปเล่นในลีกรองเลย ร่วมกับบาร์เซโลน่า และเรอัล มาดริด 2 มหาอำนาจลูกหนังของวงการฟุตบอลสเปน นับตั้งแต่ก่อตั้งลีกเมื่อปี 1929

ฤดูกาลที่จะถึงนี้แอตเลติก บิลเบาก็ยังคงเป็นทีมที่อยู่ในระดับกลางตาราง และอาจจะได้ลุ้นไปเล่นในศึกฟุตบอลยุโรปบ้างในบางปี โดยขุนพลของพวกเขาตอนนี้มีเกป้า อาร์ริซซาบาลาก้า นายประตูดาวรุ่งดีกรีทีมชาติสเปนเป็นดาวเด่นของทีมในเวลานี้ รวมถึงอิเกร์ มูเนียอิน อดีตดาวรุ่งที่ช่วยให้ทีมชาติสเปนชุดยู 21 คว้าแชมป์มาแล้ว รวมถึงอินากี้ วิลเลี่ยมส์ กองหน้าผิวสีที่ก็ติดทีมชาติชุดยู 21 มาแล้วในชุดรองแชมป์ยุโรปเมื่อช่วงกลางปีที่แล้วด้วย ซึ่งเมื่อฤดูกาลที่แล้ว แอตเลติก บิลเบาทำผลงานได้ไม่ดีนัก เมื่อต้องตกไปอยู่อันดับ 16 ของตาราง ถึงแม้ว่าจะไม่ต้องดิ้นรนหนีการตกชั้นมากก็ตาม แต่ว่าก็ถือเป็นอันดับที่แย่ที่สุดในรอบหลายปีเลยทีเดียว

การแปลงร่างของ “ตราหมี”

    ปกติทีมแอตเลติโก มาดริดในยุคการคุมทีมของดิเอโก้ ซิเมโอเน่ กุนซือจอมเฮียบชาวอาร์เจนไตน์ก็มีมาตรฐานที่สูงอยู่แล้ว โดยทีม “ตราหมี” ไม่เคยจบฤดูกาลด้วยอันดับที่ต่ำกว่าอันดับที่ 3 หลังจากที่ดิเอโก้ ซิเมโอเน่เข้ามาคุมทีมแบบเต็มฤดูกาล ซึ่งกุนซือชาวอาร์เจนไตน์เข้ามาคุมทีมเมื่อเดือนธันวาคม 2011 ซึ่งเป็นช่วงกลางฤดูกาล 2011-2012 ซึ่งฤดูกาลนั้นพวกเขาจบด้วยอันดับที่ 5 แต่ว่าสามารถคว้าแชมป์ยูโรป้า ลีกได้สำเร็จ แต่หลังจากนั้นมาอันดับหลังจบฤดูกาลของพวกเขาไม่เคยต่ำกว่าอันดับ 3 โดยเคยได้แชมป์ลา ลีก้า สเปนด้วย เมื่อฤดูกาล 2013-2014 และฤดูกาลล่าสุดคว้าอันดับ 2 มาจากเรอัล มาดริดได้ และเป็นรองแค่เพียงบาร์เซโลน่าทีมเดียวเท่านั้น

โดยช่วงซัมเมอร์นี้ แอตเลติโก มาดริดมีการเปลี่ยนแปลงทางด้านของตัวนักเตะพอสมควร แต่เหมือนเป็นการเปลี่ยนแปลงไปในทางบวกที่ทำให้คุณภาพนักเตะของทีมดูดีขึ้นมาก โดยพวกเขาใช้งบประมาณซื้อนักเตะไปเกิน 100 ล้านยูโรเรียบร้อยแล้ว โดยได้นักเตะเข้ามาเสริมทีมถึง 6 ราย ซึ่งถือว่าล้วนมีคุณภาพเนื้อๆ เน้นๆ ทุกคน ทั้งโตมาส์ เลมาร์ ปีกทีมชาติฝรั่งเศสจากโมนาโก โรดรี กองกลางตัวรับจากบีญาร์เรอัล ซานติอาโก้ อาริอาส แบ็คขวาทีมชาติโคลอมเบียจากพีเอสวี ไอน์โฮเฟ่น จอนนี่ กาสโตร แบ็คซ้ายจากเซลต้า บีโก้ อันโตนิโอ อดาน นายประตูจากเรอัล เบติส ที่จะเอามาเป็นตัวสำรองของแยน โอบลัค และเกลสัน มาร์ตินส์ ปีกทีมชาติโปรตุเกสที่ได้มาแบบไม่เสียค่าตัว หลังจากยกเลิกสัญญาออกมาจากสปอร์ติ้ง ลิสบอนแล้ว

นอกจากจะได้นักเตะใหม่มา 6 รายแล้ว พวกเขาก็ปล่อยนักเตะออกจากทีมไป 6 รายเช่นกัน โดยปล่อยกาบี กัปตันทีมคนก่อนไปเล่นในกาต้าร์ และปล่อยเฟร์นานโด ตอร์เรสไปเล่นในญี่ปุ่น ซึ่ง 2 รายนี้ปล่อยไปแบบไม่ได้ค่าตัว และปล่อยดิโอโก้ โยตา ปีกชาวโปรตุกีสไปให้กับวูล์ฟส์แฮมตัน วันเดอร์เรอร์ส ทีมในอังกฤษแบบถาวร หลังจากยืมตัวไปใช้งานแล้วผลงานดี และปล่อยให้อินเตอร์ มิลานยืมตัวซิเม เวอร์ซาจ์ลโก้ แบ็คขวาทีมชาติโครเอชียไปใช้งาน ซึ่งเท่ากับว่าพวกเขาปล่อยตัวที่ดิเอโก้ ซิเมโอเน่ใช้งานจริงๆ ไปแค่ 3 รายเท่านั้น แต่กลับได้นักเตะที่จะใช้งานแน่ๆ ในฤดูกาลที่จะถึงนี้ 6 ราย ซึ่งการอัพเกรดตัวผู้เล่นแบบนี้ กุนซือวัย 48 ปีคงจะมองไปไกลกว่าการที่จะเป็นลูกไล่ของ 2 มหาอำนาจลูกหนังของวงการฟุตบอลสเปนซะแล้ว

หวังเล็กๆ ของ “เรือดำน้ำ”

    “เรือดำน้ำสีเหลือง” คือฉายาสุดคลาสสิคของสโมสรฟุตบอลบีญาร์เรอัล ทีมในศึกลา ลีก้า สเปน ที่เคยเป็นทีมชั้นนำของลีกเมื่อช่วงปลายทศวรรษ 2000 ที่พวกเขามีมาร์กอส เซนน่า กองกลางผิวสีคนแรกที่ติดทีมชาติสเปน และดิเอโก้ ฟอร์ลัน กองหน้าทีมชาติอุรุกวัยที่เคยเป็นดาวซัลโวยุโรป และเป็นดาวซัลโวฟุตบอลโลกมาแล้วเมื่อปี 2010 ที่ประเทศแอฟริกาใต้เป็นเจ้าภาพ แต่หลังจากยุคนั้นไปแล้วพวกเขาเริ่มตกต่ำลงจนถึงขั้นตกชั้นไปเล่นในเซกุนด้า เบเมื่อฤดูกาล 2012-2013 แต่ยังดีที่สามารถกลับขึ้นมาเล่นในลา ลีก้าได้ภายในเวลาปีเดียวเท่านั้น และหลังจากนั้น 5 ฤดูกาลที่ผ่านมาพวกเขาก็กลับมาเป็นทีมชั้นนำของลีกอีกครั้ง ถึงแม้ว่าจะไม่สามารถเทียบชั้นกับ 3 เทพของลีกอย่างบาร์เซโลน่า และ 2 ทีมดังจากเมืองมาดริดได้ แต่พวกเขาก็ทำผลงานได้ไปเล่นฟุตบอลยุโรปมาโดยตลอด และมีฤดูกาล 2015-2016 พวกเขาจบอันดับที่ 4 ของตาราง และได้ไปเล่นในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกด้วยซ้ำ โดยการคุมทีมของมาร์เซลิโน่ การ์เซีย โตรัล ที่ปัจจุบันย้ายไปคุมบาเลนเซียแล้ว และในตอนนี้เป็นกุนซือคนใหม่คือฮาเบียร์ กาเญฆ่า ที่เป็นอดีตนักเตะของทีม และถูกดันขึ้นมาจากการคุมทีมชุดเบ และได้เริ่มงานคุมทีมชุดใหญ่ตั้งแต่ฤดูกาลที่แล้ว หลังจากที่สโมสรสั่งปลดฟราน เอสคริบา หลังจากเริ่มฤดูกาลไปเพียงไม่กี่นัดเท่านั้น และกุนซือหนุ่มวัย 40 ปีสามารถพาทีมจบอันดับที่ 5 ของตารางได้สำเร็จ โดยเป็นรอง 3 เทพของลีก และบาเลนเซียเท่านั้น แต่ก็ยังถือว่ามีคะแนนห่างจากอันดับ 4 อย่างบาเลนเซียถึง 12 คะแนน ทำให้ฤดูกาลนี้พวกเขาตั้งเป้าว่าจะคว้าอันดับ 4 เพื่อไปเล่นยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกในฤดูกาลหน้าให้ได้

ตัวผู้เล่นของทีม “เรือดำน้ำสีเหลือง” ชุดนี้ถือว่ายังดีทีเดียว ถึงแม้ว่าพวกเขาจะโดนดูดนักเตะตัวเก่งออกจากทีมไปแทบทุกฤดูกาลก็ตาม โดยซัมเมอร์นี้พวกเขาก็เสียโรดรี กองกลางตัวรับดาวรุ่งไปให้กับแอตเลติโก มาดริด และได้เงินมา 20 ล้านยูโร และซัมเมอร์นี้พวกเขาใช้งบประมาณคว้านักเตะใหม่เข้ามาเสริมทีมไปแล้วถึง 70 ล้านยูโร และได้นักเตะใหม่เข้ามาเสริมทีมถึง 7 ราย โดยมีซานติ กาซอร์ล่า กองกลางตัวเก๋าที่ได้มาจากอาร์เซน่อลแบบไม่เสียค่าตัว และพวกเขาไปคว้ากองหน้าตัวใหม่มาถึง 3 ราย ทั้งเคราร์ด โมเรโน่จากเอสปันญ่อล คาร์ล อิคัมบี้จากอองเช่ร์ และโรเจอร์ มาร์ติเนซ จากลีกจีน ซึ่งทั้งสามคนนี้ราคารวมกันกว่า 50 ล้านยูโรเลยทีเดียว

 

เอล กลาซิโก้

   เอล กลาซิโก้ เป็นชื่อที่ถูกเรียกของการพบกันระหว่างเอฟซี บาร์เซโลน่า กับเรอัล มาดริดของประเทศสเปน ซึ่งไม่ใช่เพียงแค่ในวงการฟุตบอลเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงวงการกีฬาอื่นๆ ด้วย อย่างเช่นบาสเก็ตบอลที่ทั้งสองทีมนี้พบกัน ก็ถูกเรียกว่าศึกเอล กลาซิโก้ด้วยเช่นกัน โดยการพบกันระหว่างบาร์เซโลน่า กับเรอัล มาดริด ที่เป็น 2 มหาอำนาจลูกหนังของสเปนมาอย่างยาวนาน รวมถึงเป็นยอดทีมของยุโรปในเวลานี้ด้วย ซึ่งเป็นแมตช์ที่จะได้รับความสนใจจากแฟนบอลมากที่สุดในโลก โดยในแต่ละฤดูกาลพวกเขาจะต้องพบกันอย่างน้อย 2 นัดในศึกลา ลีก้า สเปนที่จะต้องผลัดกันเหย้า-เยือนกันคนละนัด แต่นอกจากนั้นพวกเขายังมีโอกาสพบกันอีกในรายการโกปา เดล เรย์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รวมถึงสแปนิช ซุเปอร์ คัพช่วงก่อนเริ่มฤดูกาลด้วย ซึ่งจริงๆ แล้วมีโอกาสได้พบกันมากกว่า 2 นัดมาตลอดหลายฤดูกาลที่ผ่านมา ซึ่งโดยรวมแล้วลา ลีก้า สเปนยังคงเป็นรองพรีเมียร์ลีกของอังกฤษ ในเรื่องของยอดคนดูผ่านหน้าจอทีวีทั่วโลก แต่หากเป็นศึกเอล กลาซิโก้แล้ว กลับกลายเป็นแมตช์ที่คนดูมากที่สุดในโลก มากกว่าศึกแดงเดือดที่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด พบกับลิเวอร์พูลในพรีเมียร์ลีกด้วยซ้ำ ยิ่งในช่วงที่ทั้ง 2 ซุเปอร์สตาร์นักเตะที่เก่งที่สุดในโลกอยู่กันคนละขั้วอย่างเรอัล มาดริดมีคริสเตียโน่ โรนัลโด้ ส่วนทางบาร์เซโลน่ามีลิโอเนล เมสซี่ ทำให้ความน่าสนใจยิ่งมากขึ้นเข้าไปใหญ่ เนื่องจากเป็นการดวลกันระหว่าง 2 นักเตะที่คว้าบัลลง ดอร์ได้รวมกัน 10 สมัยใน 10 ปีหลังสุด ซึ่งทั้งคู่แบ่งกันไปคนละครึ่งด้วยในเรื่องของรางวัล แต่สิ่งที่น่าใจหายในฤดูกาลนี้ก็คือทางฝั่งของทีม “ราชันย์ชุดขาว” จะไม่มีคริสเตียโน่ โรนัลโด้เป็นตัวนำทัพแล้ว แต่ทางบาร์เซโลน่ายังมีลิโอเนล เมสซี่เป็นดาวเตะคนสำคัญอยู่

ฤดูกาล 2018-2019 ทางโปรแกรมของลา ลีก้าได้ออกมาแล้วว่าศึกเอล กลาซิก้ในฤดูกาลนี้จะเกิดขึ้นในวันที่ 28 ตุลาคมนี้ ที่คัมป์ นูของบาร์เซโลน่า ซึ่งจะเป็นนัดที่ 10 ของฤดูกาล ซึ่งถือว่าเป็นระยะเวลาที่เหมาะสมทีเดียวที่จะได้หาทีมที่ลงตัวก่อนจะมาดวลแข้งกัน และจะกลับมาพบกันอีกครั้งที่ซานติอาโก้ เบอร์นาเบวในวันที่ 3 มีนาคม ส่วนนัดแรกของฤดูกาลของทั้งคู่คือบาร์เซโลน่าจะเปิดบ้านพบอลาเบสในวันที่ 19 สิงหาคม ส่วนเรอัล มาดริดก็จะเปิดบ้านพบกับเกตาเฟ่ซึ่งเป็นศึกดาร์บี้ แมตช์ของกรุงมาดริดด้วย