เวลาแข่งของลา ลีก้า

    ในยุคที่วงการกีฬามันกลายเป็นเรื่องของธุรกิจเข้ามาครอบงำกันหมดแล้ว ซึ่งบรรดาลีกฟุตบอลของประเทศต่างๆ ก็ต้องมีการปรับตัวกันตามไปด้วย ซึ่งลา ลีก้าสเปนก็ต้องมีการปรับเปลี่ยนโปรแกรมการแข่งขันในแต่ละสัปดาห์เช่นกัน ซึ่งพวกเขาก็มีโมเดลการปรับเปลี่ยนเรื่องของเวลาการแข่งขันมาจากพรีเมียร์ลีกของอังกฤษนั่นเอง โดยก่อนหน้านี้ลา ลีก้าสเปนกำลังไล่ตามพรีเมียร์ลีกมาติดๆ ในเรื่องของเรตติ้งความนิยมของลีก ในยุคที่ลีกมีทั้งคริสเตียโน่ โรนัลโด้อยู่ฝั่งเรอัล มาดริด และลิโอเนล เมสซี่ทางฝั่งบาร์เซโลน่า ซึ่งในระยะหลังพวกเขาก็ปรับเวลาบิ๊กแมตช์อย่างเช่นศึกเอล กลาซิโก้ ซึ่งเป็นการพบกันระหว่างบาร์เซโลน่า พบกับเรอัล มาดริด ที่จากยุคก่อนการแข่งขันฟุตบอลสเปนจะเตะกันค่อนข้างดึกมากตามเวลาบ้านเรา แต่ระยะหลังก็มีการปรับเวลามาเตะกันในช่วงเวลาเดียวกับพรีเมียร์ลีก คือประมาณ 3-4 ทุ่ม ซึ่งทำให้เข้าถึงได้ง่ายขึ้นสำหรับคนไทย ซึ่งเคยมีฤดูกาลนึงที่ศึกเอล กลาซิโก้ เคยมียอดคนดูทั่วโลกสูงกว่าศึกแดงเดือดระหว่างแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดพบกับลิเวอร์พูลด้วย แต่ในฤดูกาลนี้ที่ลา ลีก้าเหลือตัวชูโรงเพียงลิโอเนล เมสซี่เพียงคนเดียวเท่านั้น ทำให้พวกเขาต้องปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ใหม่ เพื่อเพิ่มยอดคนดู รวมถึงต้องการเพิ่มรายได้ในเรื่องของลิขสิทธ์การถ่ายทอดสดด้วย

โดยในฤดูกาลนี้ทางลา ลีก้าได้ออกมาปรับเปลี่ยนแพทเทิร์นในการแข่งขันประจำสัปดาห์ใหม่อีกครั้ง โดยจะเริ่มต้นสัปดาห์กันตั้งแต่คืนวันศุกร์ตามเวลาบ้านเรา โดยแบ่งเป็นคืนวันศุกร์ 2 คู่ คือในช่วง 01.15 นาที และช่วง 03.15 นาที ส่วนวันเสาร์ก็จะแบ่งมาเตะ 3 คู่ คือช่วง 23.15 , 01.15 และ 03.15 นาที โดยซอยมาเตะกันในวันอาทิตย์อีก 3 คู่คือเวลาเดียวกับคืนวันเสาร์ และเหลือมาเตะกันในคืนวันจันทร์อีก 2 คู่ในช่วงเวลาเดียวกับคืนวันศุกร์นั่นเอง

การจัดโปรแกรมการแข่งขันแบบนี้ทำให้พวกเขาจะสามารถขายลิขสิทธ์การถ่ายทอดสดได้มากขึ้น และสามารถทำให้แฟนฟุตบอลสามารถรับชมลา ลีก้าสเปนได้ทุกคู่แบบไม่ทับเวลากันด้วย ซึ่งต่างจากสมัยก่อนเป็นอย่างมาก ที่พวกเขาจะมีโปรแกรมการแข่งขันในช่วงวันอาทิตย์ที่เตะพร้อมกันหลายๆ คู่ด้วย ซึ่งจะเหมือนกับพรีเมียร์ลีกอังกฤษในตอนนี้ที่จะมีช่วงหลักคือในคืนวันเสาร์ประมาณ 3-4 ทุ่ม แต่เมื่อยุคของการแข่งขันทางด้านการตลาดมันเปลี่ยนไป ก็ทำให้ลีกสเปนก็ต้องมีการเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมไปด้วย ซึ่งแต่ก่อนพวกเขาเป็นประเทศที่ดูบอลกันค่อนข้างดึก ซึ่งมันทำให้ไม่ค่อยเป็นที่นิยมของแฟนฟุตบอลในแถมเอเชียซักเท่าไหร่

หมายเลข 7 ที่ยังว่างเปล่า

    ในขณะที่ทางฝั่งสโมสรบาร์เซโลน่าได้มีการปรับเปลี่ยนหมายเลขใหม่เป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยฟิลิเป้ คูตินโญ่ เพลย์เมคเกอร์ทีมชาติบราซิล ถูกเปลี่ยนจากหมายเลข 14 เมื่อฤดูกาลที่แล้ว ให้มาสวมใส่เสื้อหมายเลข 7 แทนในฤดูกาลนี้ ซึ่งก่อนหน้านี้คนที่เคยสวมใส่หมายเลข 7 ก็คืออาร์ด้า ตูราน ปีกทีมชาติตุรกีที่ไปไม่รอดกับสโมสรนั่นเอง แต่ทางฝั่งของสโมสรเรอัล มาดริด ยังไม่มีการมอบหมายให้ใครมาสวมใส่หมายเลข 7 ของทีมแทนที่คริสเตียโน่ โรนัลโด้ กองหน้าดาวยิงสูงสุดของสโมสรที่ขายออกไปให้กับยูเวนตุสในช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมา ด้วยค่าตัว 120 ล้านยูโร

ในช่วงซัมเมอร์นี้ทางฟลอเรนติโน่ เปเรซ ประธานสโมสรของเรอัล มาดริด ตัดสินใจว่าจะไม่หานักเตะคนไหนเข้ามาแทนที่คริสเตียโน่ โรนัลโด้ในฤดูกาลนี้ ซึ่งเป็นการเห็นด้วยของจูเลน โลเปเตกี กุนซือคนใหม่ของทีมด้วย ที่เขามีแผนการจะผลักดันนักเตะที่ทีมมีอยู่ให้ก้าวขึ้นไปเป็นกองหน้าแทนที่คริสเตียโน่ โรนัลโด้ โดยในช่วงที่ผ่านมาอดีตกุนซือทีมชาติสเปนพยายามจะใช้มาร์โก อเซนซิโอ ตัวรุกดาวรุ่งของทีมให้ขยับขึ้นสูงมากขึ้น และเข้าไปในกรอบเขตโทษมากขึ้น ซึ่งผลงานช่วงพรีซีซั่นที่ผ่านมาก็ทำได้ดีทีเดียว แต่จังหวะที่เด็ดทีขาดแบบจังหวะตัดสินเกมจะมีใครทำได้ดีแบบที่กัปตันทีมชาติโปรตุเกสคนปัจจุบันได้บ้าง ซึ่งนี่ยังถือว่าเป็นเครื่องหมายคำถามอันใหญ่ที่เรอัล มาดริดจะต้องหาคำตอบให้ได้ในฤดูกาลนี้

ทางสโมสรเรอัล มาดริดก็ยังไม่ได้กล้าที่จะดันใครที่จะมาสวมเสื้อหมายเลขที่จะต้องรับความกดดันนี้ในตอนนี้เลย ถึงแม้ว่าพวกเขาจะมีนักเตะดาวรุ่งอนาคตไกลหลายราย แต่ก็ยังไม่กล้าที่จะมอบให้ใครสวมใส่ ซึ่งอย่างวินิซิอุส จูเนียร์ ดาวรุ่งค่าตัวแพงที่สโมสรไปจองตัวจากฟลาเมงโก้ตั้งแต่อายุ 16 ปี ซึ่งในปัจจุบันอายุ 18 ปีแล้ว และถูกมองว่าจะเข้ามาเป็นตัวแทนในอนาคตของโรนัลโด้ด้วย ซึ่งเขาเป็นเด็กดาวรุ่งที่โด่งดังมากในบราซิล และถูกยกย่องให้เป็นโกลเด้น บอย ต่อจากเนย์มาร์อีกด้วย พวกเขาก็ยังไม่กล้าให้มาสวมเสื้อหมายเลข 7 ในฤดูกาลนี้ ซึ่งหมายเลข 7 ถือว่าเป็นหมายเลขสำคัญของแทบทุกๆ สโมสรเลยก็ว่าได้ และถือว่าเป็นหมายเลขที่สามารถขายได้ในด้านของการตลาดด้วย ซึ่งความสำคัญก็พอๆ กับหมายเลข 10 ของแต่ละทีมนั่นเอง ซึ่งดูแล้วฤดูกาลนี้หมายเลข 7 ของเรอัล มาดริดคงจะต้องว่างไปก่อน 1 ฤดูกาล

บทความจากเว็บไซต์ http://xn--789-1kl1enag3hb9fba7yzb6h.com/

เบอร์ 9 คนใหม่

    หลังจากที่แอตเลติโก มาดริดต้องสูญเสียเฟร์นานโด ตอร์เรส กองหน้าขวัญใจของแฟนบอลออกจากทีมไป โดยอดีตกองหน้าของลิเวอร์พูล และเชลซีตัดสินใจย้ายไปค้าแข้งในเจ ลีกของญี่ปุ่นกับซากัน โทสุ ทีมเล็กของแดนอาทิตย์อุทัย ทำให้หมายเลข 9 ของทีม “ตราหมี” วางลงทันที รวมถึงตำแหน่งกองหน้าตัวสำรองจากดิเอโก้ คอสต้า กองหน้าทีมชาติสเปนที่จะเป็นตัวจริงอย่างแน่นอนในฤดูกาลนี้หายไปด้วย ทำให้ดิเอโก้ ซิเมโอเน่ กุนซือชาวอาร์เจนไตน์ต้องมองหากองหน้ารายใหม่เข้ามาเสริมทีม และกจึงไปได้ตัวนิโคล่า คาลินิช กองหน้าดีกรีทีมชาติโครเอเชียชุดรองแชมป์ฟุตบอลโลกครั้งที่ผ่านมาด้วย แต่ดันไปมีปัญหาภายในทีมเสียก่อน จึงถูกส่งกลับมา และทำให้สุดท้ายเขาไม่ได้รับเหรียญรองแชมป์โลกด้วย ถึงแม้ว่าบรรดาเพื่อนร่วมทีมจะอยากให้เขาได้รับก็ตาม โดยกองหน้าชาวโครแอตวัย 30 ปี ตัดสินใจย้ายออกจากเอซี มิลานมาค้าแข้งในเมืองหลวงของประเทศสเปนแทน หลังจากที่ค้าแข้งในถิ่นซาน ซีโร่ของเอซี มิลานได้เพียงฤดูกาลเดียวเท่านั้น โดยเขาจะเข้ามารับหน้าที่สวมเสื้อหมายเลข 9 ของแอตเลติโก มาดริดต่อจากเฟร์นานโด ตอร์เรสนั่นเอง โดยเซ็นต์สัญญากับทีมเป็นเวลา 3 ปีด้วยกัน ซึ่งทั้งตอร์เรส และคาลินิช ถือว่ามีเส้นทางที่เหมือนกันทีเดียวก่อนย้ายมาเล่นให้กับแอตเลติโก มาดริด คือการอยู่กับทีม “ปีศาจแดงดำ” เอซี มิลานเป็นทีมสุดท้าย ก่อนที่จะย้ายมาค้าแข้งกับทีม “ตราหมี”  โดยเบอร์ 9 ของแอตเลติโก มาดริด คนก่อนหน้านี้ที่ตอร์เรสจะกลับมาใส่ก็คือราดาเมล ฟัลเกา กองหน้าทีมชาติโคลอมเบียที่ถล่มประตูเป็นว่าเล่นในถิ่นบิเซ็นเต้ กัลเดร่อนในขณะนั้น

นิโคล่า คาลินิช มีปัญหาในช่วงฟุตบอลโลกที่ผ่านมา เมื่อเขาปฏิเสธที่จะลงสนามในฐานะตัวสำรองในช่วงท้ายเกมให้กับทีมชาติโครเอเชีย ในนัดที่พวกเขาเอาชนะทีมชาติไนจีเรียไปได้ 2-0 ในนัดแรกของรอบแบ่งกลุ่ม โดยเขาให้เหตุผลว่าเขายังมีอาการเจ็บหลังติดตัวมาอยู่ ซึ่งเจ้าตัวเคยให้เหตุผลนี้มาแล้วในเกมที่ทำการอุ่นเครื่องกับทีมชาติบราซิลก่อนที่ทัวร์นาเม้นต์จะเริ่มต้นขึ้น ทำให้เขาถูกส่งกลับบ้านหลังจากเริ่มฟุตบอลโลกไปได้แค่ 5 วันเท่านั้น ทำให้เขาไม่น่าจะกลับไปติดทีมชาติโครเอเชียได้อีกในยุคการคุมทีมของสลัตโก้ ดาริช กุนซือทีมชาติโครเอเชียคนปัจจุบัน

โดน 2 ปีติด

    จากการที่บาร์เซโลน่าหัวร้อนเมื่อช่วงซัมเมอร์ปีที่แล้ว ที่ไปโดนปารีส แซงต์ แชร์กแมง จ่ายค่าฉีกสัญญามูลค่า 222 ล้านยูโรเพื่อคว้าตัวเนย์มาร์ กองหน้าซุเปอร์สตาร์ทีมชาติบราซิลออกจากถิ่นคัมป์ นูไป ทำให้สโมสรยักษ์ใหญ่ในสเปนต่างระมัดระวังกันมากขึ้นในการเซ็นต์สัญญานักเตะ ซึ่งในเงื่อนไขจะต้องมีระบุราคาขั้นต่ำที่สามารถยกเลิกสัญญากับทางต้นสังกัดได้ โดยจะเห็นได้จากเรอัล มาดริด ที่มีข่าวออกมาว่าพวกเขาเขียนไว้ในสัญญาของคริสเตียโน่ โรนัลโด้ กองหน้าทีมชาติโครตุเกส และลูก้า โมดริช กองกลางเจ้าของรางวัลโกลเด้น บอลในศึกฟุตบอลโลกที่ผ่านมา ที่พควกเขาลงค่าฉีกสัญญาไว้สูงถึง 700 ล้านยูโรเลยทีเดียว เพื่อป้องกันไม่ให้ทีมไหนมากล้าแหยม และเอาเงินฟาดซื้อนักเตะของพวกเขาไปร่วมทีม แต่กลับทีมเล็กๆ หรือทีมระดับกลางๆ ก็มักจะเขียนค่าฉีกสัญญาไว้ในราคาระดับนึง เพื่ออาจจะล่อบรรดาทีมใหญ่ๆ ที่จะมาซื้อตัวนักเตะพวกเขาไปด้วย โดยล่าสุดทางเซบีญ่า ทีมชั้นนำของลีกก็โดนบาร์เซโลน่าจ่ายค่าฉีกสัญญา 35 ล้านยูโรของเคคลม็องต์ ล็องเล่ต์ กองลังชาวฝรั่งเศสไปร่วมทีมเมื่อช่วงเดือนกรกฏาคมที่ผ่านมา ซึ่งก็มักจะเป็นอย่างงี้กับนักเตะของพวกบาเลนเซีย เซบีญ่า หรือบียาร์เรอัล ที่ก็มักจะตั้งค่าฉีกสัญญาไว้สูงระดับหนึ่ง แต่พวกยักษ์ใหญ่ของลีกที่มีเงินมากกว่าก็สอยตัวไปร่วมทีมได้แบบสบายๆ

เมื่อฤดูกาลที่แล้วบาร์เซโลน่าต้องเสียดาวดังออกจากลีกไปยังไม่พอ ซัมเมอร์นี้ลา ลีก้าต้องมาเสียเกป้า อาร์ริซาบาลาก้า ผู้รักษาประตูวัย 23 จากแอตเลติก บิลเบา ที่มีดีกรีเป็นถึงมือ 2 ของทีมชาติสเปนในเวลานี้รองจากดาบิด เด เกอาไปให้กับเชลซีด้วยเงื่อนไขของการฉีกสัญญาอีกครั้งแล้ว โดยทางทีม “สิงโตน้ำเงินคราม” ที่เป็นเศรษฐีจากกรุงลอนดอนของอังกฏษยอมควักเงินถึง 80 ล้านยูโรเพื่อเป็นค่าฉีกสัญญาของนายประตูดาวรุ่งรายนี้ไปร่วมทีม ซึ่งเกป้าพึ่งจะได้เล่นให้ทีมชุดใหญ่ของแอตเลติก บิลเบาได้เพียง 2 ฤดูกาลเท่านั้น แต่เขากลับกลายเป็นนักเตะในตำแหน่งผู้รักษาประตูที่แพงที่สุดในโลกไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ทำลายสถิติของอลิสซง เบ็คเกอร์ ที่ย้ายจากโรม่าสู่ลิเวอร์พูลด้วยค่าตัวประมาณ 67 ล้านปอนด์ หรือ 70 ล้านยูโร ที่ทำไว้ไม่ถึง 1 เดือนด้วยซ้ำ และคาดว่ากรณีการโดนจ่ายค่าฉีกสัญญาแบบนี้จะมีมาเรื่อยๆ และทีมจากสเปนก็ต้องเสียนักเตะออกไปแบบนี้เรื่อยๆ เช่นกัน

 

วิถีของบิลเบา

 

ศึกลา ลีก้า สเปนที่เป็นลีกสูงสุดของประเทศเคยมีทีมที่มีประเพณีอนุรักษ์นิยมอยู่ 2 ทีมที่จะไม่ใช้นักเตะต่างชาติ และจะใช้นักเตะในประเทศเท่านั้น และจะใช้นักเตะที่มีเชื้อสายในท้องถิ่นของตัวเอง ก็คือทีมที่มาจากแคว้นบาสก์นั่นเอง ซึ่งในแคว้นนี้มีทีมฟุตบอลที่เล่นในลีกสูงสุด 2 ทีมคือเรอัล โซเซียดาด และอีกทีมก็คือแอตเลติก บิลเบา ที่เป็นความภาคภูมิใจของชาวบาสก์มาจนถึงทุกวันนี้ โดยเรอัล โซเซียดาด เคยมีประเพณีที่จะใช้นักเตะที่มีเชื้อสายบาสก์เท่านั้นเช่นกัน แต่พวกเขาก็ได้ทำลายทำเนียมนี้ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เพื่อหวังความสำเร็จที่พวกเขาต้องการ แต่มาจนถึงปัจจุบันนี้พวกเขาก็ยังคงใช้นักเตะสัญชาติสเปนเป็นหลักอยู่ แต่ในทางกลับกันแอตเลติก บิลเบายังคงยืดมั่นที่จะใช้แต่นักเตะที่มีเชื้อสายบาสก์เท่านั้นในการเล่นแต่ละฤดูกาล ซึ่งอันที่จริงไม่จำเป็นต้องเป็นชาวสเปนก็ได้ แต่ต้องมีเชื้อสายสืบทอดมาที่เป็นชาวบาสก์ ซึ่งพวกเขายังคงรักษามันไว้ได้มาโดยตลอด ซึ่งพวกเขาได้รับคำยกย่องจากแฟนบอลทั่วโลกเป็นอย่างมาก กับวิธีการทำทีมแบบนี้

แอตเลติก บิลเบา ถึงแม้ว่าจะไม่ได้เป็นทีมที่ประสบความสำเร็จอะไรมากมายกับลีกลา ลีก้า แต่ว่าพวกเขาถือว่าเป็นทีมที่ได้แชมป์โกปา เดล เรย์มากที่สุดเป็นอันดับที่ 2 คือได้ถึง 23 ครั้ง และเป็นรองเพียงบาร์เซโลน่าเพียงทีมเดียวเท่านั้นที่ได้มากกว่าพวกเขา และยังเป็น 1 ใน 3 ทีมของฟุตบอลสเปนที่ไม่เคยต้องตกชั้นลงไปเล่นในลีกรองเลย ร่วมกับบาร์เซโลน่า และเรอัล มาดริด 2 มหาอำนาจลูกหนังของวงการฟุตบอลสเปน นับตั้งแต่ก่อตั้งลีกเมื่อปี 1929

ฤดูกาลที่จะถึงนี้แอตเลติก บิลเบาก็ยังคงเป็นทีมที่อยู่ในระดับกลางตาราง และอาจจะได้ลุ้นไปเล่นในศึกฟุตบอลยุโรปบ้างในบางปี โดยขุนพลของพวกเขาตอนนี้มีเกป้า อาร์ริซซาบาลาก้า นายประตูดาวรุ่งดีกรีทีมชาติสเปนเป็นดาวเด่นของทีมในเวลานี้ รวมถึงอิเกร์ มูเนียอิน อดีตดาวรุ่งที่ช่วยให้ทีมชาติสเปนชุดยู 21 คว้าแชมป์มาแล้ว รวมถึงอินากี้ วิลเลี่ยมส์ กองหน้าผิวสีที่ก็ติดทีมชาติชุดยู 21 มาแล้วในชุดรองแชมป์ยุโรปเมื่อช่วงกลางปีที่แล้วด้วย ซึ่งเมื่อฤดูกาลที่แล้ว แอตเลติก บิลเบาทำผลงานได้ไม่ดีนัก เมื่อต้องตกไปอยู่อันดับ 16 ของตาราง ถึงแม้ว่าจะไม่ต้องดิ้นรนหนีการตกชั้นมากก็ตาม แต่ว่าก็ถือเป็นอันดับที่แย่ที่สุดในรอบหลายปีเลยทีเดียว

การแปลงร่างของ “ตราหมี”

    ปกติทีมแอตเลติโก มาดริดในยุคการคุมทีมของดิเอโก้ ซิเมโอเน่ กุนซือจอมเฮียบชาวอาร์เจนไตน์ก็มีมาตรฐานที่สูงอยู่แล้ว โดยทีม “ตราหมี” ไม่เคยจบฤดูกาลด้วยอันดับที่ต่ำกว่าอันดับที่ 3 หลังจากที่ดิเอโก้ ซิเมโอเน่เข้ามาคุมทีมแบบเต็มฤดูกาล ซึ่งกุนซือชาวอาร์เจนไตน์เข้ามาคุมทีมเมื่อเดือนธันวาคม 2011 ซึ่งเป็นช่วงกลางฤดูกาล 2011-2012 ซึ่งฤดูกาลนั้นพวกเขาจบด้วยอันดับที่ 5 แต่ว่าสามารถคว้าแชมป์ยูโรป้า ลีกได้สำเร็จ แต่หลังจากนั้นมาอันดับหลังจบฤดูกาลของพวกเขาไม่เคยต่ำกว่าอันดับ 3 โดยเคยได้แชมป์ลา ลีก้า สเปนด้วย เมื่อฤดูกาล 2013-2014 และฤดูกาลล่าสุดคว้าอันดับ 2 มาจากเรอัล มาดริดได้ และเป็นรองแค่เพียงบาร์เซโลน่าทีมเดียวเท่านั้น

โดยช่วงซัมเมอร์นี้ แอตเลติโก มาดริดมีการเปลี่ยนแปลงทางด้านของตัวนักเตะพอสมควร แต่เหมือนเป็นการเปลี่ยนแปลงไปในทางบวกที่ทำให้คุณภาพนักเตะของทีมดูดีขึ้นมาก โดยพวกเขาใช้งบประมาณซื้อนักเตะไปเกิน 100 ล้านยูโรเรียบร้อยแล้ว โดยได้นักเตะเข้ามาเสริมทีมถึง 6 ราย ซึ่งถือว่าล้วนมีคุณภาพเนื้อๆ เน้นๆ ทุกคน ทั้งโตมาส์ เลมาร์ ปีกทีมชาติฝรั่งเศสจากโมนาโก โรดรี กองกลางตัวรับจากบีญาร์เรอัล ซานติอาโก้ อาริอาส แบ็คขวาทีมชาติโคลอมเบียจากพีเอสวี ไอน์โฮเฟ่น จอนนี่ กาสโตร แบ็คซ้ายจากเซลต้า บีโก้ อันโตนิโอ อดาน นายประตูจากเรอัล เบติส ที่จะเอามาเป็นตัวสำรองของแยน โอบลัค และเกลสัน มาร์ตินส์ ปีกทีมชาติโปรตุเกสที่ได้มาแบบไม่เสียค่าตัว หลังจากยกเลิกสัญญาออกมาจากสปอร์ติ้ง ลิสบอนแล้ว

นอกจากจะได้นักเตะใหม่มา 6 รายแล้ว พวกเขาก็ปล่อยนักเตะออกจากทีมไป 6 รายเช่นกัน โดยปล่อยกาบี กัปตันทีมคนก่อนไปเล่นในกาต้าร์ และปล่อยเฟร์นานโด ตอร์เรสไปเล่นในญี่ปุ่น ซึ่ง 2 รายนี้ปล่อยไปแบบไม่ได้ค่าตัว และปล่อยดิโอโก้ โยตา ปีกชาวโปรตุกีสไปให้กับวูล์ฟส์แฮมตัน วันเดอร์เรอร์ส ทีมในอังกฤษแบบถาวร หลังจากยืมตัวไปใช้งานแล้วผลงานดี และปล่อยให้อินเตอร์ มิลานยืมตัวซิเม เวอร์ซาจ์ลโก้ แบ็คขวาทีมชาติโครเอชียไปใช้งาน ซึ่งเท่ากับว่าพวกเขาปล่อยตัวที่ดิเอโก้ ซิเมโอเน่ใช้งานจริงๆ ไปแค่ 3 รายเท่านั้น แต่กลับได้นักเตะที่จะใช้งานแน่ๆ ในฤดูกาลที่จะถึงนี้ 6 ราย ซึ่งการอัพเกรดตัวผู้เล่นแบบนี้ กุนซือวัย 48 ปีคงจะมองไปไกลกว่าการที่จะเป็นลูกไล่ของ 2 มหาอำนาจลูกหนังของวงการฟุตบอลสเปนซะแล้ว

หวังเล็กๆ ของ “เรือดำน้ำ”

    “เรือดำน้ำสีเหลือง” คือฉายาสุดคลาสสิคของสโมสรฟุตบอลบีญาร์เรอัล ทีมในศึกลา ลีก้า สเปน ที่เคยเป็นทีมชั้นนำของลีกเมื่อช่วงปลายทศวรรษ 2000 ที่พวกเขามีมาร์กอส เซนน่า กองกลางผิวสีคนแรกที่ติดทีมชาติสเปน และดิเอโก้ ฟอร์ลัน กองหน้าทีมชาติอุรุกวัยที่เคยเป็นดาวซัลโวยุโรป และเป็นดาวซัลโวฟุตบอลโลกมาแล้วเมื่อปี 2010 ที่ประเทศแอฟริกาใต้เป็นเจ้าภาพ แต่หลังจากยุคนั้นไปแล้วพวกเขาเริ่มตกต่ำลงจนถึงขั้นตกชั้นไปเล่นในเซกุนด้า เบเมื่อฤดูกาล 2012-2013 แต่ยังดีที่สามารถกลับขึ้นมาเล่นในลา ลีก้าได้ภายในเวลาปีเดียวเท่านั้น และหลังจากนั้น 5 ฤดูกาลที่ผ่านมาพวกเขาก็กลับมาเป็นทีมชั้นนำของลีกอีกครั้ง ถึงแม้ว่าจะไม่สามารถเทียบชั้นกับ 3 เทพของลีกอย่างบาร์เซโลน่า และ 2 ทีมดังจากเมืองมาดริดได้ แต่พวกเขาก็ทำผลงานได้ไปเล่นฟุตบอลยุโรปมาโดยตลอด และมีฤดูกาล 2015-2016 พวกเขาจบอันดับที่ 4 ของตาราง และได้ไปเล่นในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกด้วยซ้ำ โดยการคุมทีมของมาร์เซลิโน่ การ์เซีย โตรัล ที่ปัจจุบันย้ายไปคุมบาเลนเซียแล้ว และในตอนนี้เป็นกุนซือคนใหม่คือฮาเบียร์ กาเญฆ่า ที่เป็นอดีตนักเตะของทีม และถูกดันขึ้นมาจากการคุมทีมชุดเบ และได้เริ่มงานคุมทีมชุดใหญ่ตั้งแต่ฤดูกาลที่แล้ว หลังจากที่สโมสรสั่งปลดฟราน เอสคริบา หลังจากเริ่มฤดูกาลไปเพียงไม่กี่นัดเท่านั้น และกุนซือหนุ่มวัย 40 ปีสามารถพาทีมจบอันดับที่ 5 ของตารางได้สำเร็จ โดยเป็นรอง 3 เทพของลีก และบาเลนเซียเท่านั้น แต่ก็ยังถือว่ามีคะแนนห่างจากอันดับ 4 อย่างบาเลนเซียถึง 12 คะแนน ทำให้ฤดูกาลนี้พวกเขาตั้งเป้าว่าจะคว้าอันดับ 4 เพื่อไปเล่นยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกในฤดูกาลหน้าให้ได้

ตัวผู้เล่นของทีม “เรือดำน้ำสีเหลือง” ชุดนี้ถือว่ายังดีทีเดียว ถึงแม้ว่าพวกเขาจะโดนดูดนักเตะตัวเก่งออกจากทีมไปแทบทุกฤดูกาลก็ตาม โดยซัมเมอร์นี้พวกเขาก็เสียโรดรี กองกลางตัวรับดาวรุ่งไปให้กับแอตเลติโก มาดริด และได้เงินมา 20 ล้านยูโร และซัมเมอร์นี้พวกเขาใช้งบประมาณคว้านักเตะใหม่เข้ามาเสริมทีมไปแล้วถึง 70 ล้านยูโร และได้นักเตะใหม่เข้ามาเสริมทีมถึง 7 ราย โดยมีซานติ กาซอร์ล่า กองกลางตัวเก๋าที่ได้มาจากอาร์เซน่อลแบบไม่เสียค่าตัว และพวกเขาไปคว้ากองหน้าตัวใหม่มาถึง 3 ราย ทั้งเคราร์ด โมเรโน่จากเอสปันญ่อล คาร์ล อิคัมบี้จากอองเช่ร์ และโรเจอร์ มาร์ติเนซ จากลีกจีน ซึ่งทั้งสามคนนี้ราคารวมกันกว่า 50 ล้านยูโรเลยทีเดียว

 

เอล กลาซิโก้

   เอล กลาซิโก้ เป็นชื่อที่ถูกเรียกของการพบกันระหว่างเอฟซี บาร์เซโลน่า กับเรอัล มาดริดของประเทศสเปน ซึ่งไม่ใช่เพียงแค่ในวงการฟุตบอลเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงวงการกีฬาอื่นๆ ด้วย อย่างเช่นบาสเก็ตบอลที่ทั้งสองทีมนี้พบกัน ก็ถูกเรียกว่าศึกเอล กลาซิโก้ด้วยเช่นกัน โดยการพบกันระหว่างบาร์เซโลน่า กับเรอัล มาดริด ที่เป็น 2 มหาอำนาจลูกหนังของสเปนมาอย่างยาวนาน รวมถึงเป็นยอดทีมของยุโรปในเวลานี้ด้วย ซึ่งเป็นแมตช์ที่จะได้รับความสนใจจากแฟนบอลมากที่สุดในโลก โดยในแต่ละฤดูกาลพวกเขาจะต้องพบกันอย่างน้อย 2 นัดในศึกลา ลีก้า สเปนที่จะต้องผลัดกันเหย้า-เยือนกันคนละนัด แต่นอกจากนั้นพวกเขายังมีโอกาสพบกันอีกในรายการโกปา เดล เรย์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รวมถึงสแปนิช ซุเปอร์ คัพช่วงก่อนเริ่มฤดูกาลด้วย ซึ่งจริงๆ แล้วมีโอกาสได้พบกันมากกว่า 2 นัดมาตลอดหลายฤดูกาลที่ผ่านมา ซึ่งโดยรวมแล้วลา ลีก้า สเปนยังคงเป็นรองพรีเมียร์ลีกของอังกฤษ ในเรื่องของยอดคนดูผ่านหน้าจอทีวีทั่วโลก แต่หากเป็นศึกเอล กลาซิโก้แล้ว กลับกลายเป็นแมตช์ที่คนดูมากที่สุดในโลก มากกว่าศึกแดงเดือดที่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด พบกับลิเวอร์พูลในพรีเมียร์ลีกด้วยซ้ำ ยิ่งในช่วงที่ทั้ง 2 ซุเปอร์สตาร์นักเตะที่เก่งที่สุดในโลกอยู่กันคนละขั้วอย่างเรอัล มาดริดมีคริสเตียโน่ โรนัลโด้ ส่วนทางบาร์เซโลน่ามีลิโอเนล เมสซี่ ทำให้ความน่าสนใจยิ่งมากขึ้นเข้าไปใหญ่ เนื่องจากเป็นการดวลกันระหว่าง 2 นักเตะที่คว้าบัลลง ดอร์ได้รวมกัน 10 สมัยใน 10 ปีหลังสุด ซึ่งทั้งคู่แบ่งกันไปคนละครึ่งด้วยในเรื่องของรางวัล แต่สิ่งที่น่าใจหายในฤดูกาลนี้ก็คือทางฝั่งของทีม “ราชันย์ชุดขาว” จะไม่มีคริสเตียโน่ โรนัลโด้เป็นตัวนำทัพแล้ว แต่ทางบาร์เซโลน่ายังมีลิโอเนล เมสซี่เป็นดาวเตะคนสำคัญอยู่

ฤดูกาล 2018-2019 ทางโปรแกรมของลา ลีก้าได้ออกมาแล้วว่าศึกเอล กลาซิก้ในฤดูกาลนี้จะเกิดขึ้นในวันที่ 28 ตุลาคมนี้ ที่คัมป์ นูของบาร์เซโลน่า ซึ่งจะเป็นนัดที่ 10 ของฤดูกาล ซึ่งถือว่าเป็นระยะเวลาที่เหมาะสมทีเดียวที่จะได้หาทีมที่ลงตัวก่อนจะมาดวลแข้งกัน และจะกลับมาพบกันอีกครั้งที่ซานติอาโก้ เบอร์นาเบวในวันที่ 3 มีนาคม ส่วนนัดแรกของฤดูกาลของทั้งคู่คือบาร์เซโลน่าจะเปิดบ้านพบอลาเบสในวันที่ 19 สิงหาคม ส่วนเรอัล มาดริดก็จะเปิดบ้านพบกับเกตาเฟ่ซึ่งเป็นศึกดาร์บี้ แมตช์ของกรุงมาดริดด้วย

“ตราหมี” ได้ลุ้นเต็มตัว

    การเสริมทีมในตลาดนักเตะช่วงปิดฤดูกาลถือว่ามีความสำคัญอย่างมากกับแนวการในฤดูกาลนั้นๆ และรวมถึงเป้าหมายที่เหล่าสโมสรต่างๆ ตั้งเป้าจะไปให้ถึงก็ต้องดูความเป็นไปได้จากซื้อตัวจากตลาดนักเตะด้วย โดยฤดูกาลนี้แอตเลติโก มาดริด ทีมจากเมืองหลวงของประเทศสเปน มีการเสริมทีมได้อย่างน่าสนใจมาก ทั้งในด้านคุณภาพและปริมาณ รวมถึงจำนวนเงินที่ลงทุนไปที่คุ้มค่าทีเดียวกับนักเตะที่ได้มาเสริมทีม และพวกเขาน่าจะมีเป้าหมายที่จะคว้าแชมป์ลา ลีก้าได้ในฤดูกาลนี้ เพราะซัมเมอร์นี้พวกเขาลงทุนไปเกือบ 90 ล้านปอนด์แล้ว ซึ่งคงจะต้องหวังให้สูงขึ้น เพราะหากไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงนักเตะ ทีม “ตราหมี” ก็มีโอกาสได้อันดับ 3 ของลา ลีก้าอยู่แล้ว แต่การใช้งบประมาณไปขนาดนี้ คงจะไม่ได้ต้องการมาเป็นเบี้ยล่างของ 2 มหาอำนาจลูกหนังฟุตบอลสเปนอย่างเรอัล มาดริด และบาร์เซโลน่าอีกแล้ว

โดยทีมของดิเอโก้ ซิเมโอเน่ มีจุดเนอยู่แล้วเรื่องของความเหนียวแน่นในเกมรับ ทำให้พวกเขาก็เสริมในตำแหน่งเกมรับแค่เล็กน้อย ซึ่งส่วนใหญ่คงเอามาเป็นอะไหล่มากกว่า รวมถึงนายทวารอย่างอันโตนิโอ อาดานที่ซื้อเข้ามาเป็นมือ 2 ด้วย ส่วนยอร์ดี้ คาสโตร ก็คงเสริมมาเป็นอะไหล่ในแบ็คซ้าย โดยน่าจะเป็นตัวเลือกอันดับที่ 3 ด้วยซ้ำ เพราะทีมมีเฟลิเป้ หลุยส์ และลูก้าส์ เอร์นานเดสอยู่แล้ว และยังมีโรดรี้ มิดฟิลด์ตัวรับมาจากบียาร์เรอัล ด้วยค่าตัว 18 ล้านปอนด์ เพื่อมาแทนที่กาบี เฟร์นานเดส กัปตันทีมคนเก่าที่ย้ายไปขุดทองกับทีมในกาต้าร์แล้ว

แต่ที่เป็นตัวสำคัญคือโตมาส์ เลอมาร์ ปีกซ้ายทีมชาติฝรั่งเศสมาจากโมนาโกด้วยค่าตัวสูงถึง 63 ล้านปอนด์ เพื่อมาลากเลื้อยทางกราบซ้าย และแบ่งเบาภาระของอองตวน กรีซมันน์ กงหน้าคนสำคัญของทีมที่ตัดสินใจอยู่กับทีมต่อไป และอีกรายที่พึ่งได้มาคือเกลสัน มาร์ตินส์ ปีกทีมชาติโปรตุเกส ที่ไปขอยกเลิกสัญญากับสปอร์ติ้ง ลิสบอน ทำให้สามารถย้ายทีมได้แบบไม่มีค่าตัว ซึ่งจะมาเล่นในตำแหน่งปีกขวา โดยอาจจะได้สลับเล่นกับอังเคล กอร์เรอา หรือวิโตโล่ ซึ่งการเสริมทัพทั้งหมดของแอตเลติโก มาดริด เป็นการเสริมทีมในจุดที่เคยมีจุดอ่อนเมื่อฤดูกาลที่แล้วทั้งหมด และยังสามารถรักษานักเตะคนสำคัญให้อยู่กับทีมต่อไปได้ด้วย โดยเฉพาะอองตวน กรีซมันน์ ที่มีข่าวว่าจะย้ายทีมมาตลอด แต่สุดท้ายก็ยังเกลี้ยกล่อมให้อยู่กับทีมต่อไปได้ แต่พวกเขาก็ปล่อยเฟร์นานโด ตอร์เรส ขวัญใจแฟนบอลไปค้าแข้งในญี่ปุ่นแล้ว

มาดริดเปลี่ยนไป

            เรอัล มาดริด เคยถูกเรียกว่า “กาลาคติกอส” ในช่วงที่มีซุเปอร์สตาร์นักเตะระดับโลกอยู่ในทีมมากมายในช่วงต้นทศวรรษที่ 2000 และพวกเขาก็มีนโยบายซื้อซุเปอร์สตาร์เข้ามาประดับบารมีของทีมอยู่ตลอดทุกช่วงซัมเมอร์ โดยมีฟลอเรนติโน่ เปเรซ ประธานสโมสรหน้าเลือดเป็นคนจัดแจงการซื้อขายนักเตะของทีม แต่ดูเหมือนว่านโยบายการซื้อขายนักเตะในระยะหลังจะเปลี่ยนแปลงไปพอสมควร โดยไม่ได้เน้นการซื้อนักเตะดาวดังเข้ามาเสริมทีม แต่ไปเน้นเป็นการซื้อดาวรุ่งที่มีอนาคตเข้ามาในทีมมากกว่า ซึ่งทำให้พวกเขาใช้เงินน้อยลงกว่าแต่ก่อนมาก และในฤดูกาลนี้ก็เช่นกันที่ถึงแม้พวเขาจะมีข่าวกับนักเตะระดับโลกหลายคน แต่จนถึงตอนนี้ยังไม่มีดาวเตะชื่อก้องโลกเข้ามาในถิ่นซานติอาโก้ เบอร์นาเบวซักคน แต่กลับได้นักเตะดาวรุ่งเข้ามาเสริมทีมหลายรายแล้ว บ้างก็มีดีกรีติดตัวมาด้วย และบางรายก็ถือว่าเข้าขั้นโนเนมเลยด้วยซ้ำ

อัลวาโร่ โอดริโอโซล่า เป็นนักเตะเพียงคนเดียวที่พอจะมีดีกรีเป็นนักเตะทีมชาติสเปน ที่ย้ายมาสู่เมืองหลวงของสเปนด้วยค่าตัว 30 ล้านยูโร โดยแบ็คขวาวัย 22 ปีย้ายจากเรอัล โซเซียดาด ซึ่งเหมือนจะเป็นนักเตะที่จูเลน โลโปเตกี กุนซือคนใหม่ของทีมโปรดปรานเป็นพิเศษ ซึ่งโอดริโอโซล่าได้ถูกเรียกขึ้นมาติดทีมชาติสเปนชุดใหญ่ในยุคที่โลโปเตกียังคุมบังเหียนกุนซือทีมชาติสเปนอยู่เมื่อปีที่แล้ว แต่นอกจากดาวเตะวัย 22 ปีนี้แล้ว นอกนั้น “ราชันย์ชุดขาว” สอยดาวรุ่งเข้ามาอีกเพียง ทั้งวินิซิอุส จูเนี่ยร์ กองหน้าดาวรุ่งชาวบราซิเลี่ยนวัย 18 ปี จากฟลาเมงโก้ในบราซิล ซึ่งมีค่าตัวสูงถึง 40.5 ล้านปอนด์ ซึ่งแพงที่สุดที่เรอัล มาดริดซื้อตัวมาร่วมทีมในซัมเมอร์นี้ โดยเขาถูกยกย่องว่าเป็นโกลเด้น บอยของวงการฟุตบอลบราซิลในยุคนี้เลย ซึ่งดูมีแววจะรุ่งมากทีเดียวจากการลงซ้อมกับเพื่อนร่วมทีมเมื่อไม่นานมานี้ ส่วนอีกรายเป็นอังเดรย์ ลูนิน นายประตูดาวรุ่งจากซอร์ย่า ลูฮานคส์ ทีมเล็กๆ ในยูเครน วัย 19 ปี ด้วยค่าตัว 7.5 ล้านปอนด์ ซึ่งเซ็นต์สัญญากับทีมถึง 6 ปีด้วยกัน โดยลูนินก้าวขึ้นไปติดทีมชาติยูเครนชุดใหญ่เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งค่าใช้จ่ายในการซื้อตัวนักเตะเข้ามาทั้งหมด ยังใช้ไม่ถึงที่พวกเขาปล่อยคริสเตียโน่ โรนัลโด้ออกจากทีมไปให้กับยูเวนตุสรายเดียวด้วยซ้ำ